วัสดุชิ้นงาน
กลุ่มวัสดุชิ้นงาน
อุตสาหกรรมตัดเฉือนโลหะมีการผลิตชิ้นงานหลากหลายรูปแบบจากวัสดุชนิดต่างๆ โดยวัสดุแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอัลลอย การอบชุบ ความแข็ง เป็นต้น ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการเลือกรูปทรงเครื่องมือตัด เกรด และค่าการตัด ดังนั้น เพื่อให้การเลือกเครื่องมือสามารถทำได้ง่ายขึ้น จึงมีการแบ่งวัสดุชิ้นงานออกเป็นหกกลุ่มหลักตรงกับมาตรฐาน ISO โดยแต่ละกลุ่มจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในด้านความสามารถการขึ้นรูปที่แตกต่างกันออกไป
ISO P – เหล็กกล้าเป็นกลุ่มวัสดุที่ใหญ่ที่สุด โดยมีตั้งแต่วัสดุที่ไม่ใช่อัลลอยไปจนถึงวัสดุอัลลอยสูง และยังรวมถึงวัสดุเหล็กกล้าหล่อและเหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกและมาร์เทนซิติกด้วยเช่นกัน วัสดุในกลุ่มนี้มักจะมีคุณสมบัติความสามารถการขึ้นรูปที่ดี แต่อาจมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับความแข็ง ปริมาณคาร์บอน เป็นต้น
ISO M – เหล็กสเตนเลสเป็นวัสดุที่มีการอัลลอยด้วยโครเมียมในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 12% โดยอาจมีอัลลอยอื่นๆ เช่น นิกเกิลและโมลิบดีนัม รูปแบบการอัลลอยต่างๆ เช่น เฟอร์ริติก มาร์เทนซิติก ออสเทนนิติก และออสเทนนิติก-เฟอร์ริติก (ดูเพล็กซ์) ส่งผลให้มีวัสดุจำนวนมากที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่วัสดุทุกชนิดในกลุ่มนี้มีเหมือนกัน นั่นคือ คมตัดที่ใช้ในการตัดเฉือนวัสดุกลุ่มนี้จะต้องเผชิญกับปัญหาความร้อนสูง การสึกหรอแบบรอยบาก และการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัด
ISO K – เหล็กหล่อเป็นวัสดุที่เกิดเศษสั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับเหล็กกล้า เหล็กหล่อเทา (GCI) และเหล็กหล่ออบเหนียว (MCI) เป็นวัสดุที่ตัดเฉือนได้ค่อนข้างง่าย ในขณะที่เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม (NCI) เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI) และเหล็กหล่อออสเทมเปอร์ (ADI) จะตัดเฉือนได้ยากกว่า เหล็กหล่อทุกชนิดมีส่วนประกอบของ SiC (ซิลิคอนคาร์ไบด์) ซึ่งมีคุณสมบัติการเสียดสีสูงกับคมตัด
ISO N – โลหะที่ไม่มีแร่เหล็กเป็นโลหะที่มีเนื้ออ่อนกว่า เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง เป็นต้น อะลูมิเนียมที่มีปริมาณ Si (ซิลิคอน) 13% จะมีคุณสมบัติเสียดสีสูงมาก โดยทั่วไปแล้ว การใช้เม็ดมีดที่มีคมตัดคมจะช่วยให้สามารถใช้ความเร็วตัดได้สูงและช่วยให้เครื่องมือมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
ISO S – ซูเปอร์อัลลอยทนความร้อน (HRSA) ประกอบด้วยวัสดุอัลลอยสูงหลายชนิดที่มีเหล็ก นิกเกิล โคบอลต์ และไทเทเนียมเป็นส่วนประกอบหลัก วัสดุชนิดนี้จะมีเนื้อเหนียว ส่งผลให้เกิดการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัด การแข็งตัวของผิวงานขณะตัดเฉือน (การชุบแข็งจากการตัดเฉือน) และเกิดความร้อนสูง วัสดุในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติคล้ายกับกลุ่ม ISO M แต่จะตัดเฉือนได้ยากกว่ามาก รวมทั้งยังทำให้เครื่องมือและคมตัดของเม็ดมีดมีอายุการใช้งานสั้นลง
ISO H – วัสดุในกลุ่มนี้ประกอบด้วยเหล็กกล้าที่มีความแข็งระหว่าง 45-65 HRc รวมถึง เหล็กหล่อเย็นที่มีความแข็งประมาณ 400-600 HB ความแข็งของวัสดุกลุ่มนี้ทำให้ตัดเฉือนได้ยาก นอกจากนี้แล้ว วัสดุกลุ่มนี้ยังก่อให้เกิดความร้อนสูงในระหว่างการตัดเฉือน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติการเสียดสีสูงมากกับคมตัด
O (อื่นๆ): ไม่ใช่ ISO เทอร์โมพลาสติก เทอร์โมเซต โพลิเมอร์/พลาสติกเสริมไฟเบอร์กลาส (GFRP) พลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ พลาสติกเสริมใยอะรามิด ยางแข็ง แกรไฟต์ (ในทางเทคนิค) อุตสาหกรรมหลายประเภทกำลังนิยมนำวัสดุคอมโพสิตมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมอากาศยาน
การแบ่งประเภทวัสดุชิ้นงานโดยใช้รหัส MC
การแบ่งวัสดุออกเป็นหกกลุ่มใหญ่นั้นยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจเลือกรูปทรงเครื่องมือตัด เกรด และค่าการตัดที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการแบ่งย่อยกลุ่มวัสดุออกเป็นกลุ่มย่อยต่างๆ Sandvik Coromant ใช้ระบบรหัส CMC (Coromant Material Classification) เพื่อระบุและแจกแจงวัสดุจากซัพพลายเออร์ มาตรฐาน และประเทศต่างๆ ระบบ CMC มีการแบ่งประเภทวัสดุออกตามความสามารถในการขึ้นรูป โดย Sandvik Coromant จะมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบเครื่องมือและค่าการตัดที่เหมาะสมอีกด้วย
เพื่อให้สามารถให้คำแนะนำได้อย่างตรงจุดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น Sandvik Coromant จึงได้สร้างระบบใหม่ในการแบ่งประเภทวัสดุขึ้น โดยระบบนี้จะมีโครงสร้างที่ละเอียดขึ้น รวมทั้งมีกลุ่มย่อยจำนวนมากขึ้น และมีข้อมูลแยกต่างหากเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ เช่น ประเภท ปริมาณคาร์บอน กระบวนการผลิต การอบชุบ ความแข็ง เป็นต้น
รูปแบบของรหัส MC
รหัส MC มีรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อให้สามารถระบุคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะของวัสดุชิ้นงานต่างๆ ได้โดยการผสมรหัสตัวอักษรและตัวเลข
ตัวอย่าง 1
รหัส P1.2.Z.AN
P หมายถึง รหัสกลุ่ม ISO สำหรับเหล็กกล้า
1 หมายถึง กลุ่มวัสดุเหล็กกล้าไม่อัลลอย
2 หมายถึง กลุ่มย่อยที่มีปริมาณคาร์บอน >0.25% ≤ 0.55 % C
Z หมายถึง กระบวนการผลิต: ฟอร์จ/รีด/ดึงขึ้นรูป
AN หมายถึง การอบชุบ: การอบอ่อน พร้อมด้วยค่าความแข็ง
ตัวอย่าง 2 N1.3.C.AG
N หมายถึง รหัสกลุ่ม ISO สำหรับโลหะที่ไม่มีแร่เหล็ก
1 หมายถึง กลุ่มวัสดุอลูมิเนียม
3 หมายถึง กลุ่มย่อยของอะลูมิเนียมที่มีปริมาณ Si 1-13%
C หมายถึง กระบวนการผลิต: หล่อ
AG หมายถึง การอบชุบ: การบ่มแข็ง
การระบุวัสดุด้วยระบบนี้ นอกจากจะระบุถึงองค์ประกอบของวัสดุแล้ว ยังรวมถึงกระบวนการผลิตและการอบชุบ ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติทางกลของวัสดุ ทำให้สามารถกำหนดประเภทของวัสดุได้อย่างแม่นยำมากขึ้น จึงทำให้สามารถให้คำแนะนำค่าการตัดที่แนะนำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การกำหนดนิยามของความสามารถในการขึ้นรูป

โดยทั่วไปแล้ว มีสามปัจจัยหลักที่จะต้องระบุ เพื่อที่จะระบุความสามารถในการขึ้นรูปของวัสดุ ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการถูกตัดเฉือน
- การแบ่งประเภทของวัสดุชิ้นงานในแง่ของคุณสมบัติทางโลหะวิทยา/ทางกล
- รูปทรงของคมตัดที่จะใช้ ทั้งในระดับจุลภาคและโดยรวม
- วัสดุทำเครื่องมือตัด (เกรด) รวมถึงองค์ประกอบที่เหมาะสม เช่น คาร์ไบด์แบบมีการเคลือบผิว เซรามิก CBN หรือ PCD เป็นต้น
ปัจจัยข้างต้นมีผลมากที่สุดต่อความสามารถในการขึ้นรูปของวัสดุ โดยยังมีปัจจัยประกอบอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ได้แก่ ค่าแรงตัด แรงตัด การอบชุบ ผิววัสดุ วัสดุปนเปื้อนทางโลหะวิทยา การจับยึดเครื่องมือ และสภาพการตัดเฉือนโดยทั่วไป เป็นต้น
ความสามารถในการขึ้นรูปนั้นไม่มีนิยามที่กำหนดไว้อย่างตายตัว ซึ่งต่างจากเกรดหรือเลขรหัส ถ้ามองในภาพรวม ความสามารถในการขึ้นรูปนั้นประกอบด้วยความสามารถในการถูกตัดเฉือนของวัสดุชิ้นงาน การสึกหรอที่เกิดขึ้นกับคมตัด และรูปร่างของเศษที่ได้จากการตัดเฉือน ซึ่งถ้ามองจากในแง่มุมดังกล่าว เหล็กกล้าคาร์บอนอัลลอยต่ำจะสามารถตัดเฉือนได้ง่ายกว่าเหล็กสเตนเลสออสเทนนิติก ดังนั้น เหล็กกล้าอัลลอยต่ำจึงถือว่า มีความสามารถในการขึ้นรูปดีกว่าเหล็กสเตนเลส คำว่า “ความสามารถในการขึ้นรูปดี” จึงมักจะหมายถึงการตัดเฉือนที่ราบรื่นและอายุการใช้งานของเครื่องมือที่สมเหตุสมผล การประเมินความสามารถในการขึ้นรูปของวัสดุโดยส่วนใหญ่จะทำโดยใช้การทดสอบการใช้งานจริง จากนั้น นำผลการทดสอบที่ได้มาเปรียบเทียบกับผลการทดสอบของวัสดุชนิดอื่น ซึ่งทำการทดสอบภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงกัน ในระหว่างการทดสอบดังกล่าว จะมีการนำปัจจัยอื่นๆ เช่น โครงสร้างระดับจุลภาค โอกาสเกิดการพอกติดของเศษ เครื่องจักร ความมั่นคง เสียงการทำงาน อายุการใช้งานของเครื่องมือ เป็นต้น มาพิจารณารวมด้วยเช่นกัน
ISO P เหล็กกล้า
- รหัส MC สำหรับเหล็กกล้า
- เหล็กกล้าแบบไม่ใช่โลหะผสม – P 1.1-1.5
- เหล็กกล้าโลหะผสมต่ำ – P 2.1-2.6
- เหล็กกล้าโลหะผสมสูง – P 3.0-3.2
เหล็กกล้ากลุ่ม ISO P คืออะไร

- เหล็กกล้าเป็นกลุ่มวัสดุชิ้นงานที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมการตัดเฉือนโลหะ
- เหล็กกล้าสามารถเป็นได้ทั้งแบบไม่ผ่านการชุบแข็ง หรือผ่านการชุบแข็งและอบเทมเปอร์ โดยมีความแข็งโดยทั่วไปไม่เกิน 400 HB เหล็กกล้าที่มีความแข็งสูงกว่าประมาณ 48 HRC และไม่เกิน 62-65 HRC จะจัดอยู่ในกลุ่ม ISO H
- เหล็กกล้าคือโลหะผสมที่มีเหล็ก (Fe) เป็นส่วนประกอบหลัก
- เหล็กกล้าแบบไม่ใช่โลหะผสมมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.8% และมีองค์ประกอบเป็นเหล็ก (Fe) ทั้งหมด โดยไม่มีองค์ประกอบโลหะผสมอื่นๆ
- เหล็กกล้าโลหะผสมมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 1.7% และมีองค์ประกอบโลหะผสม เช่น Ni, Cr, Mo, V และ W
- เหล็กกล้าโลหะผสมต่ำมีองค์ประกอบโลหะผสมต่ำกว่า 5%
- เหล็กกล้าโลหะผสมสูงมีองค์ประกอบโลหะผสมมากกว่า 5%
ความสามารถในการขึ้นรูปโดยทั่วไป
- ความสามารถในการขึ้นรูปของเหล็กกล้าแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบโลหะผสม การอบชุบ และกระบวนการผลิต (ฟอร์จ รีด หล่อ เป็นต้น)
- โดยทั่วไปแล้ว การควบคุมเศษของวัสดุกลุ่มนี้จะทำได้ค่อนข้างง่ายและราบรื่น
- เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำจะมีเศษยาวที่มีความเหนียว ทำให้จำเป็นต้องใช้คมตัดที่มีความคม
- แรงตัดจำเพาะ kc1: 1400-3100 นิวตัน/มม.
- แรงตัด รวมถึงกำลังที่ต้องการในการตัดเฉือน จึงอยู่ในช่วงที่จำกัด
องค์ประกอบโลหะผสม
C ส่งผลต่อความแข็ง (ยิ่งปริมาณสูง การสึกหรอจากการเสียดสียิ่งสูง) ปริมาณคาร์บอนต่ำ <0.2% จะเพิ่มโอกาสเกิดการสึกหรอจากการเชื่อมติด ส่งผลให้เกิดการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัดและการหักเศษที่ไม่มีประสิทธิภาพ
Cr, Mo, W, V, Ti, Nb (องค์ประกอบทำคาร์ไบด์) – การสึกหรอจากการเสียดสีสูงขึ้น
O มีผลอย่างมากต่อความสามารถในการขึ้นรูป โดยก่อให้เกิดวัสดุปนเปื้อนที่เป็นออกไซด์และไม่ใช่โลหะ ซึ่งมีคุณสมบัติการเสียดสี
Al, Ti, V, Nb ใช้สำหรับสร้างเกรนละเอียดให้กับเหล็กกล้า โดยจะทำให้เหล็กกล้ามีความเหนียวมากขึ้นและตัดเฉือนได้ยากขึ้น
P, C, N ในเฟอร์ไรต์ จะทำให้ความยืดเหนียวน้อยลง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอจากการเชื่อมติดมากขึ้น
ผลดี
Pb ในเหล็กกล้ากัดแต่งง่าย (ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ) จะช่วยลดความเสียดทานระหว่างเศษกับเม็ดมีด ลดการสึกหรอ และเพิ่มประสิทธิภาพการหักเศษ
Ca, Mn (+S) ทำหน้าที่เป็นซัลไฟด์หล่อลื่นที่มีเนื้ออ่อน ปริมาณ S ที่สูงจะช่วยเพิ่มความสามารถในการขึ้นรูปและประสิทธิภาพการหักเศษ
ซัลเฟอร์ (S) ส่งผลดีต่อความสามารถในการขึ้นรูป ปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น ระหว่าง 0.001% กับ 0.003% สามารถส่งผลได้อย่างมากต่อความสามารถในการขึ้นรูป ซึ่งผลที่ได้นี้ถูกนำมาใช้ในเหล็กกล้ากัดแต่งง่าย โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วนของซัลเฟอร์จะอยู่ที่ประมาณ 0.25% ซัลเฟอร์จะทำให้เกิดแมงกานีสซัลไฟด์ (MnS) เนื้ออ่อนเป็นวัสดุปนเปื้อน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นชั้นหล่อลื่นระหว่างเศษกับคมตัด นอกจากนี้ MnS ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหักเศษด้วยเช่นกัน ตะกั่ว (Pb) เป็นองค์ประกอบที่ให้ผลลัพธ์เดียวกัน และมักจะถูกนำเติมรวมกับ S ในเหล็กกล้ากัดแต่งง่าย โดยมีสัดส่วนประมาณ 0.25%
มีทั้งผลดีและผลเสีย
Si, Al, Ca ก่อให้เกิดออกไซด์ปนเปื้อน ซึ่งทำให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น วัสดุปนเปื้อนในเหล็กกล้าส่งผลอย่างมากต่อความสามารถในการขึ้นรูป ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนน้อยมากก็ตาม เมื่อเทียบกับองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย ตัวอย่างเช่น อะลูมิเนียม (Al) ใช้สำหรับดีออกไซด์เหล็กหลอมเหลว อย่างไรก็ตาม อะลูมิเนียมจะทำให้เกิดอะลูมินา (Al2O3) ซึ่งมีคุณสมบัติการเสียดสีสูง และส่งผลเสียต่อความสามารถในการขึ้นรูป (ลองเทียบกับการเคลือบผิวด้วยอะลูมินาของเม็ดมีด) แต่ผลเสียสามารถแก้ไขได้ โดยการเติมแคลเซียม (Ca) ซึ่งจะแปรสภาพเป็นเปลือกอ่อนๆ หุ้มรอบอนุภาคที่ก่อให้เกิดการเสียดสี
- เหล็กกล้าหล่อมีโครงสร้างพื้นผิวหยาบ ซึ่งอาจมีทรายและสแลกปนอยู่ ทำให้ต้องใช้คมตัดที่มีความเหนียวสูง
- เหล็กกล้ารีดมีขนาดเกรนค่อนข้างใหญ่ ทำให้โครงสร้างไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้แรงตัดไม่สม่ำเสมอ
- เหล็กกล้าฟอร์จมีขนาดเกรนเล็กกว่าและมีโครงสร้างสม่ำเสมอกว่า ส่งผลให้เกิดปัญหาน้อยกว่าขณะตัดเฉือน
รหัส MC สำหรับเหล็กกล้า
เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการขึ้นรูป เราจะสามารถแบ่งประเภทของเหล็กกล้าออกได้เป็น เหล็กกล้าที่ไม่ใช่โลหะผสม เหล็กกล้าโลหะผสมต่ำ เหล็กกล้าโลหะผสมสูง และเหล็กกล้าซินเตอร์
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การอบร้อน | นพ | แรงตัดเฉพาะ, kc1 (N/มม.2) | มค | ||||
| P1.1.Z.AN | 1 | ไม่ผสม Mn<1.65 | 1 | <=0.25% C | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 125 HB | 1500 | 0.25 |
| P1.1.Z.HT | 1 | 1 | Z | HT | แข็ง + อบอ่อน | 190 HB | 1770 | 0.25 | |||
| P1.2.Z.AN | 1 | 2 | >0.25... <=0.55% C | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 190 HB | 1700 | 0.25 | |
| P1.2.Z.HT | 1 | 2 | Z | HT | แข็ง + อบอ่อน | 210 HB | 1820 | 0.25 | |||
| P1.3.Z.AN | 1 | 3 | คาร์บอนสูง >0.55% C | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 190 HB | 1750 | 0.25 | |
| P1.3.Z.HT | 1 | 3 | Z | HT | แข็ง + อบอ่อน | 300 HB | 2000 | 0.25 | |||
| P1.4.Z.AN | 1 | 4 | เหล็กตัดฟรี | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 220 HB | 1180 | 0.25 | |
| P1.5.C.HT | 1 | 5 | ปริมาณคาร์บอนทั้งหมด (หล่อ) | C | หล่อ | HT | ไม่ได้รับการรักษา | 150 HB | 1400 | 0.25 | |
| P1.5.C.AN | 1 | 5 | C | AN | แข็ง + อบอ่อน | 300 HB | 2880 | 0.25 | |||
| P2.1.Z.AN | 2 | โลหะผสมต่ำ (องค์ประกอบการผสม <=5%) | 1 | <=0.25% C | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 175 HB | 1700 | 0.25 |
| P2.2.Z.AN | 2 | 2 | >0.25... <=0.55% C | Z | AN | 240 HB | 1950 | 0.25 | |||
| P2.3.Z.AN | 2 | 3 | คาร์บอนสูง >0.55% C | Z | AN | 260 HB | 2020 | 0.25 | |||
| P2.4.Z.AN | 2 | 4 | เหล็กตัดฟรี | Z | AN | 225 HB | | ||||
| P2.5.Z.HT | 2 | 5 | ปริมาณคาร์บอนทั้งหมด (ปลายแข็งและอบอ่อน) | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | HT | แข็ง + อบอ่อน | 330 HB | 2000 | 0.25 | |
| P2.6.Z.UT | 2 | 6 | ปริมาณคาร์บอนทั้งหมด (หล่อ) | C | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 200 HB | 1600 | 0.25 | |
| P2.6.Z.HT | 2 | 6 | C | HT | แข็ง + อบอ่อน | 380 HB | 3200 | 0.25 | |||
| P3.0.Z.AN | 3 | โลหะผสมสูง (องค์ประกอบการผสม >5%) | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 200 HB | 1950 | 0.25 |
| P3.0.Z.HT | 3 | 0 | Z | HT | แข็ง + อบอ่อน | 380 HB | 3100 | 0.25 | |||
| P3.0.C.UT | 3 | 0 | C | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 200 HB | 1950 | 0.25 | ||
| P3.0.C.HT | 3 | 0 | C | HT | แข็ง + อบอ่อน | 340 HB | 3040 | 0.25 | |||
| P3.1.Z.AN | 3 | 1 | เหล็กไฮสปีด | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 250 HB | 2360 | 0.25 | |
| P3.2.C.AQ | 3 | 2 | เหล็กแมงกานีส | C | หล่อ | AQ | อบอ่อน/ดับหรืออบอ่อน | 300 HB | 3000 | 0.25 | |
| P4.0.S.NS | 4 | เหล็กเผาผนึก | 0 | กลุ่มหลัก | S | เผา | NS | ไม่ระบุ | 150 HB | ||
เหล็กกล้าแบบไม่ใช่อัลลอย – P 1.1-1.5
ความหมาย
โดยทั่วไปแล้ว เหล็กกล้าแบบไม่ใช่อัลลอยจะมีปริมาณคาร์บอนเพียง 0.8% ในขณะที่เหล็กกล้าอัลลอยจะมีองค์ประกอบอัลลอยอื่นๆ อยู่ด้วย ค่าความแข็งสามารถเป็นได้ตั้งแต่ 90 ถึง 350 HB การเติมปริมาณคาร์บอนสูงขึ้น (>0.2%) จะทำให้วัสดุแข็งขึ้น
ชิ้นงานทั่วไป
การใช้งานหลักของวัสดุในกลุ่มนี้ประกอบด้วย: เหล็กกล้าในงานก่อสร้าง เหล็กกล้าโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์ดึงขึ้นรูปและปั๊มขึ้นรูป เหล็กกล้าทำถังเก็บความดัน และเหล็กกล้าหล่อรูปแบบต่างๆ การใช้งานโดยทั่วไป ได้แก่: เพลา แกน ท่อ งานฟอร์จ และโครงสร้างเชื่อม (C<0.25%)
ความสามารถในการขึ้นรูป
ปัญหาการหักเศษและเศษวัสดุพอกติดคมตัดทำให้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการทำงานกับเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (< 0.25%) การใช้ความเร็วตัดสูงและคมตัดและ/หรือหน้าลายที่คม รวมกับผิวคายมุมบวกและเกรดเคลือบผิวบาง จะช่วยลดโอกาสเกิดการพอกติดของเศษ ในกรณีที่เป็นการกลึง ขอแนะนำให้ใช้ระยะกินลึกใกล้เคียงกับหรือมากกว่ารัศมีปลายคมตัด เพื่อให้การหักเศษมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เหล็กกล้าชุบแข็งถือว่ามีความสามารถในการขึ้นรูปดีมาก อย่างไรก็ตาม มักจะทำให้เกิดการสึกหรอด้านหน้าขนาดใหญ่ที่คมตัด
เหล็กกล้าอัลลอยต่ำ – P 2.1-2.6
ความหมาย
เหล็กกล้าอัลลอยต่ำเป็นวัสดุที่มีการใช้กันมากที่สุดในอุตสาหกรรมตัดเฉือนโลหะในปัจจุบัน วัสดุในกลุ่มนี้จะรวมทั้งวัสดุเนื้ออ่อนและชุบแข็ง (ไม่เกิน 50 HRc)

ชิ้นงานทั่วไป
เหล็กกล้าทำถังเก็บความดันที่มีการอัลลอยด้วย Mo และ Cr มักจะใช้กับงานที่ต้องทนความร้อนสูง การใช้งานโดยทั่วไป ได้แก่: เพลา แกน เหล็กกล้าโครงสร้าง ท่อ และงานฟอร์จ ตัวอย่างของชิ้นงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่: ก้านสูบ เพลาลูกเบี้ยว ข้อต่อเพลาความเร็วคงที่ ดุมล้อ พินเอนบังคับเลี้ยว
ความสามารถในการขึ้นรูป
ความสามารถในการขึ้นรูปของเหล็กกล้าอัลลอยต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณอัลลอยและการอบชุบ (ความแข็ง) ลักษณะการสึกหรอที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับวัสดุทุกชนิดในกลุ่ม คือการสึกหรอเป็นหลุมด้านบนและการสึกหรอด้านหน้า
วัสดุชุบแข็งจะทำให้เกิดความร้อนที่บริเวณการตัดสูงกว่า และอาจส่งผลให้คมตัดเสียรูปถาวรได้
เหล็กกล้าอัลลอยสูง – P 3.0-3.2
ความหมาย
เหล็กกล้าอัลลอยสูงประกอบด้วยเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีปริมาณอัลลอยรวมมากกว่า 5% วัสดุในกลุ่มนี้จะรวมทั้งวัสดุเนื้ออ่อนและชุบแข็ง (ไม่เกิน 50 HRc)

ชิ้นงานทั่วไป
การใช้งานทั่วไปของเหล็กกล้าในกลุ่มนี้ ได้แก่: ชิ้นส่วนเครื่องจักร แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนระบบไฮดรอลิก กระบอกสูบ และเครื่องมือตัด (HSS)
ความสามารถในการขึ้นรูป
โดยทั่วไปแล้ว ความสามารถในการขึ้นรูปจะลดลง ถ้าปริมาณอัลลอยและความแข็งเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่มีองค์ประกอบอัลลอย 12-15% และความแข็งไม่เกิน 450 HB คมตัดจะต้องมีคุณสมบัติทนความร้อนที่ดี เพื่อป้องกันการเสียรูปถาวร
ISO M เหล็กสเตนเลส
- รหัส MC สำหรับเหล็กสเตนเลส
- เหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกและมาร์เทนซิติก – P5.0-5.1
- เหล็กสเตนเลสออสเทนนิติกและซูเปอร์ออสเทนนิติก – M1.0-2.0
- เหล็กสเตนเลสดูเพล็กซ์ – M 3.41-3.42
เหล็กสเตนเลสกลุ่ม ISO M คืออะไร

- อัลลอยด์ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก (Fe)
- มีปริมาณโครเมียมสูงกว่า 12%
- โดยทั่วไปแล้ว มีปริมาณคาร์บอนต่ำ (C ≤ 0.05%)
- การเติมนิกเกิล (Ni) โครเมียม (Cr) โมลิบดีนัม (Mo) ไนโอเบียม (Nb) และไทเทเนียม (Ti) จะทำให้ได้ลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป เช่น ความต้านทานสนิมและความแข็งแรงที่อุณหภูมิสูง
- โครเมียมเมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (O) จะทำให้เกิดชั้นฟิล์มพาสซีฟ Cr2O3 ที่ผิวของเหล็กกล้า ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสนิมให้กับวัสดุ
ความสามารถในการขึ้นรูปโดยทั่วไป
ความสามารถในการขึ้นรูปของเหล็กสเตนเลสจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอัลลอย การอบชุบ และกระบวนการผลิต (ฟอร์จ หล่อ เป็นต้น) โดยทั่วไปแล้ว ความสามารถในการขึ้นรูปจะลดลงเมื่อปริมาณอัลลอยสูงขึ้น แต่วัสดุเหล็กสเตนเลสทุกกลุ่มย่อยจะมีวัสดุที่ตัดเฉือง่ายหรือผ่านการปรับปรุงความสามารถในการขึ้นรูปให้เลือกใช้ด้วยเช่นกัน
- เป็นวัสดุที่เกิดเศษยาว
- การควบคุมเศษมีประสิทธิภาพปานกลางในวัสดุเฟอร์ริติก/มาร์เทนซิติก และจะทำได้ยากขึ้นในวัสดุออสเทนนิติกและดูเพล็กซ์
- แรงตัดจำเพาะ: 1800-2850 นิวตัน/มม.
- การตัดเฉือนจะทำให้เกิดแรงตัดสูง การพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัด ความร้อน และการแข็งตัวของผิวงานจากการตัดเฉือน
- โครงสร้างออสเทนนิติกที่มีปริมาณไนโตรเจน (N) สูงจะเพิ่มความแข็งแรงและให้การป้องกันสนิมได้ในระดับหนึ่ง แต่จะทำให้ความสามารถในการขึ้นรูปลดลงและการเสียรูปจากการแข็งตัวเพิ่มขึ้น
- การเติมซัลเฟอร์ (S) สามารถทำได้เพื่อเพิ่มความสามารถในการขึ้นรูป
- ปริมาณ C สูง (>0.2%) ทำให้เกิดการสึกหรอด้านหน้าค่อนข้างใหญ่
- การเติม Mo และ N จะทำให้ความสามารถในการขึ้นรูปลดลง อย่างไรก็ตาม จะทำให้ความต้านทานกรดเพิ่มขึ้นและช่วยให้มีความแข็งแรงที่อุณหภูมิสูง
- SANMAC (ชื่อทางการค้าของ Sandvik) เป็นวัสดุที่ผ่านการปรับปรุงความสามารถในการขึ้นรูป โดยการปรับสัดส่วนปริมาตรของซัลไฟด์และออกไซด์ โดยไม่ส่งผลต่อความต้านทานสนิม

รหัส MC สำหรับเหล็กสเตนเลส
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การรักษาความร้อน | นพ | แรงตัดจําเพาะ kc1(N/mm2) | มc | ||||
| P5.0.Z.AN | 5 | เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอริติก/มาร์เทนซิติก | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AN | อบอ่อน | 200 HB | 1800 | 0.21 |
| P5.0.Z.HT | 5 | 0 | Z | HT | แข็ง+อารมณ์ | 330 HB | 2300 | 0.21 | |||
| P5.0.Z.PH | 5 | 0 | Z | PH | precepitation แข็ง | 330 HB | 2800 | 0.21 | |||
| P5.O.C.UT | 5 | 0 | C | ขว้าง | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 250 HB | 1900 | 0.25 | ||
| P5.0.C.HT | 5 | 0 | C | HT | แข็ง+อารมณ์ | 330 HB | 2100 | 0.025 | |||
| P5.1.Z.AN | 5 | 1 | เหล็กตัดฟรี | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น | AN | อบอ่อน | 200 HB | 1650 | 0.21 | |
| M1.0.Z.AQ | 1 | ออสเทนนิติก | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AQ | อบอ่อน/ดับหรืออบอ่อน | 200 HB | 2000 | 0.21 |
| M1.0.Z.PH | 1 | 0 | Z | PH | precepitation แข็ง | 300 HB | 2400 | 0.21 | |||
| M1.0.C.UT | 1 | 0 | C | ขว้าง | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 200 HB | 1800 | 0.25 | ||
| M1.1.Z.AQ | 1 | 1 | ความสามารถในการแปรรูปดีขึ้น (ในชื่อ SANMAC) | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AQ | อบอ่อน/ดับหรืออบอ่อน | 200 HB | 2000 | 0.21 | |
| M1.1.Z.AQ | 1 | 2 | เหล็กตัดฟรี | Z | AQ | 200 HB | 1800 | 0.21 | |||
| M1.3.Z.AQ | 1 | 3 | Ti-เสถียร | Z | AQ | 200 HB | 1800 | 0.21 | |||
| M1.3.C.AQ | 1 | 3 | C | ขว้าง | AQ | 200 HB | 1800 | 0.25 | |||
| M2.0.Z.AQ | 2 | ซูเปอร์ออสเทนนิติก Ni>=20% | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AQ | 200 HB | 2300 | 0.21 | |
| M2.0.C.AQ | 2 | 0 | C | ขว้าง | AQ | 200 HB | 2150 | 0.25 | |||
| M3.1.Z.AQ | 3 | ดูเพล็กซ์ (ออสเทนนิติก/เฟอริติก) | 1 | เฟอร์ไรต์ >60% (กฎทั่วไป N<0.10%) | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AQ | อบอ่อน/ดับหรืออบอ่อน | 230 HB | 2000 | 0.21 |
| M3.1.C.AQ | 3 | 1 | C | ขว้าง | AQ | 230 HB | 1800 | 0.25 | |||
| M3.2.Z.AQ | 3 | 2 | เฟอร์ไรต์ <60% (กฎทั่วไป N>=0.10%) | Z | ปลอมแปลง/รีด/เย็น/วาด | AQ | 260 HB | 2400 | 0.21 | ||
| M3.2.C.AQ | 3 | 2 | C | ขว้าง | AQ | 260 HB | 2200 | 0.25 | |||
การระบุโครงสร้างวัสดุชิ้นงาน
โครงสร้างจุลภาคของเหล็กสเตนเลสจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีเป็นหลัก โดยองค์ประกอบอัลลอยหลักอย่างโครเมียม (Cr) และนิกเกิล (Ni) มีส่วนสำคัญมากที่สุด (ดูภาพ) แต่ในทางปฏิบัตินั้น จะมีรูปแบบที่หลากหลายมาก เนื่องจากผลจากองค์ประกอบอัลลอยอื่นๆ ซึ่งทำหน้าที่สร้างความเสถียรให้กับออสเทนไนต์หรือเฟอร์ไรต์ การดัดแปลงโครงสร้างนั้นยังสามารถทำได้โดยใช้การอบชุบหรือในบางกรณี โดยใช้การขึ้นรูปเย็น เหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกหรือเหล็กสเตนเลสออสเทนนิติกที่ผ่านการชุบแข็งด้วยการตกตะกอนจะมีความต้านทานแรงดึงเพิ่มสูงขึ้น


เหล็กกล้าออสเทนนิติก

เหล็กกล้าออสเทนนิติก-เฟอร์ริติก (ดูเพล็กซ์)

เหล็กกล้าโครเมียมเฟอร์ริติก

เหล็กกล้าโครเมียมมาร์เทนซิติก
เหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกและมาร์เทนซิติก – P5.0-5.1
ความหมาย
ถ้าพิจารณาในแง่ของความสามารถในการขึ้นรูป เหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกและมาร์เทนซิติกจะจัดอยู่ในกลุ่ม ISO P ปริมาณ Cr โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 12-18% และมีการเติมองค์ประกอบอัลลอยอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เหล็กสเตนเลสมาร์เทนซิติกมีปริมาณคาร์บอนค่อนข้างสูง ทำให้สามารถเกิดการแข็งตัวได้ เหล็กกล้าเฟอร์ริติกจะมีคุณสมบัติแม่เหล็ก ทั้งเหล็กกล้าเฟอร์ริติกและมาร์เทนซิติกมีความสามารถในการเชื่อมต่ำและมีความต้านทานสนิมปานกลางถึงต่ำ แต่สามารถเพิ่มคุณสมบัตินี้ได้ด้วยการเพิ่มปริมาณของ Cr

ชิ้นงานทั่วไป
วัสดุกลุ่มนี้มักจะถูกนำมาใช้ในงานที่ต้องการความต้านทานสนิมไม่มากนัก วัสดุเฟอร์ริติกมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีปริมาณ Ni น้อย ตัวอย่างการใช้งานวัสดุกลุ่มนี้ ได้แก่: เพลาปั๊ม เทอร์ไบน์ไอน้ำและเทอร์ไบน์น้ำ น็อต โบลท์ เครื่องทำน้ำร้อน อุตสาหกรรมกระดาษและแปรรูปอาหาร เนื่องจากงานดังกล่าวต้องการความต้านทานสนิมต่ำ
เหล็กกล้ามาร์เทนซิติกสามารถนำไปชุบแข็งได้ โดยถูกนำไปใช้ทำเป็นส่วนคมของมีดตัดอาหาร ใบมีดโกน เครื่องมือผ่าตัด เป็นต้น
ความสามารถในการขึ้นรูป
โดยทั่วไปแล้ว วัสดุชนิดนี้ถือว่ามีความสามารถในการขึ้นรูปดีและใกล้เคียงกับเหล็กกล้าอัลลอยต่ำมาก ดังนั้น จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มวัสดุ ISO P การเติมปริมาณคาร์บอนสูงขึ้น (>0.2%) จะทำให้วัสดุแข็งขึ้น การตัดเฉือนวัสดุชนิดนี้จะส่งผลให้เกิดการสึกหรอด้านหน้าและการสึกหรอเป็นหลุมด้านบน รวมถึงการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัดในระดับหนึ่ง เกรดและหน้าลาย ISO P เหมาะสำหรับการทำงานกับวัสดุชนิดนี้
เหล็กสเตนเลสออสเทนนิติกและซูเปอร์ออสเทนนิติก – M1.0-2.0
ความหมาย
เหล็กกล้าออสเทนนิติกเป็นวัสดุกลุ่มหลักของเหล็กสเตนเลส องค์ประกอบที่พบได้ทั่วไปจะมี Cr 18% และ Ni 8% (เช่น เหล็กกล้า 18/8 ชนิด 304) การผลิตเหล็กกล้าที่ทนต่อสนิมได้ดีขึ้นสามารถทำได้ โดยการเติมโมลิบดินัม 2-3% ซึ่งมักจะเรียกว่า “เหล็กกล้าทนกรด” (ชนิด 316) กลุ่ม MC นี้ยังรวมถึงเหล็กสเตนเลสซูเปอร์ออสเทนนิติกที่มีปริมาณ Ni สูงกว่า 20% ด้วย เหล็กกล้าออสเทนนิติกที่ผ่านการชุบแข็งด้วยการตกตะกอน (Precipitation Hardening หรือ PH) มีโครงสร้างออสเทนนิติกในสภาวะอบชุบและมีปริมาณ Cr >16% และ Ni >7% และมีอะลูมิเนียม (Al) ประมาณ 1% เหล็กกล้าชุบแข็งด้วยการตกตะกอนที่พบได้ทั่วไปคือ เหล็กกล้า 17/7 PH

ชนิดงานทั่วไป
ใช้กับชนิดงานที่ต้องการความต้านทานสนิมได้ดี ความสามารถในการเชื่อมดีมาก และมีคุณสมบัติที่ดีที่อุณหภูมิสูง รูปแบบการใช้งาน ได้แก่: อุตสาหกรรมเคมี กระดาษ และการแปรรูปอาหาร รวมถึง ท่อรวมไอเสียของเครื่องบิน การปรับปรุงคุณสมบัติทางกลสามารถทำได้โดยการขึ้นรูปเย็น
ความสามารถในการขึ้นรูป
การแข็งตัวขณะตัดเฉือนส่งผลให้ผิวงานและเศษมีความแข็ง ซึ่งทำให้เกิดการสึกหรอแบบรอยบาก นอกจากนี้ ยังมีการสึกหรอจากการเชื่อมติด ทำให้เกิดการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัด (BUE) อีกด้วย วัสดุชนิดนี้มีความสามารถในการขึ้นรูปประมาณ 60% การแข็งตัวของผิวงานอาจทำให้ชั้นเคลือบผิวและเนื้อเม็ดมีดฉีกออกจากคมตัดได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการกะเทาะและผิวงานคุณภาพต่ำ ออสเทนไนต์มีเศษต่อเนื่องที่ยาวและเหนียว ทำให้หักเศษได้ยาก การเติม S จะช่วยปรับปรุงความสามารถในการขึ้นรูปให้ดีขึ้น แต่จะส่งผลให้ความต้านทานสนิมลดลง ควรใช้คมตัดที่มีความคมและหน้าลายมุมบวก รวมทั้งทำการตัดเฉือนใต้ชั้นผิวแข็ง ใช้ระยะกินลึกสม่ำเสมอ วัสดุชนิดนี้มีความร้อนสูงขณะตัดเฉือน
เหล็กสเตนเลสดูเพล็กซ์ – M 3.41-3.42
ความหมาย
การเติม Ni ให้กับเหล็กสเตนเลสเฟอร์ริติกที่มี Cr เป็นส่วนประกอบหลัก จะทำให้ได้โครงสร้าง/เมทริกซ์พื้นฐานแบบผสม โดยมีทั้งเฟอร์ไรต์และออสเทนไนต์ วัสดุชนิดนี้เรียกว่าเหล็กสเตนเลสดูเพล็กซ์ วัสดุดูเพล็กซ์มีความต้านทานแรงดึงสูง โดยที่ยังคงมีความต้านทานสนิมสูงมาก ชื่อเรียก เช่น ซูเปอร์ดูเพล็กซ์และไฮเปอร์ดูเพล็กซ์ หมายถึง มีปริมาณองค์ประกอบอัลลอยสูงขึ้นและมีความต้านทานสนิมดียิ่งขึ้น เหล็กกล้าดูเพล็กซ์ทั่วไปมีปริมาณ Cr อยู่ที่ 18 ถึง 28% และมีปริมาณ Ni ตั้งแต่ 4 ถึง 7% โดยมีสัดส่วนของเฟอร์ไรต์อยู่ที่ 25-80% เฟสเฟอร์ไรต์และออสเทนไนต์มักจะอยู่ที่อัตราส่วน 50-50% ที่อุณหภูมิห้อง

ชนิดงานทั่วไป
ใช้ทำเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเคมี อาหาร ก่อสร้าง การแพทย์ เซลลูโลส และกระดาษ รวมถึงกระบวนการผลิตที่มีการใช้กรดหรือคลอรีน วัสดุชนิดนี้มักจะถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง
ความสามารถในการขึ้นรูป
ความสามารถในการขึ้นรูปของวัสดุชนิดนี้ถือว่าค่อนข้างต่ำเพียง 30% เนื่องจากมีจุดครากสูงและความต้านทานแรงดึงสูง การเพิ่มปริมาณเฟอร์ไรต์ให้สูงกว่า 60% จะช่วยเพิ่มความสามารถในการขึ้นรูปได้ การตัดเฉือนวัสดุนี้จะให้เศษที่แข็ง ส่งผลให้เกิดปัญหาเศษติดและทำให้เกิดแรงตัดสูง การตัดเฉือนก่อให้เกิดความร้อนสูง ส่งผลให้เกิดการเสียรูปถาวรและการสึกหรอเป็นหลุมด้านบนอย่างรุนแรง
ควรใช้มุมเข้างานแคบ เพื่อป้องกันการสึกหรอแบบรอยบากและเศษคม ความมั่นคงของการจับยึดเครื่องมือและชิ้นงานยังเป็นสิ่งที่สำคัญมากด้วยเช่นกัน
ISO K เหล็กหล่อ
- รหัส MC สำหรับเหล็กหล่อ
- เหล็กหล่ออบเหนียว (MCI) K 1.1-1.2 และเหล็กหล่อเทา (GCI) K 2.1-2.3
- เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม (NCI) K 3.1-3.5
- เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI) K 4.1-4.2
- เหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI) K 5.1- 5.3
เหล็กหล่อกลม ISO K คืออะไร

เหล็กหล่อแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่:
- เหล็กหล่อเทา (GCI)
- เหล็กหล่ออบเหนียว (MCI)
- เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม (NCI)
- เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI)
- เหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI)
เหล็กหล่อมีองค์ประกอบของ Fe-C โดยมีสัดส่วนของ Si ค่อนข้างสูง (1-3%) และปริมาณคาร์บอนสูงกว่า 2% ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการละลายสูงสุดของ C ในเฟสออสเทนไนต์ Cr (โครเมียม) Mo (โมลิบดินัม) และ V (วาเนเดียม) ทำให้เกิดคาร์ไบด์ ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแรงและความแข็ง แต่ทำให้ความสามารถในการขึ้นรูปลดลง
ความสามารถในการขึ้นรูปโดยทั่วไป
- วัสดุที่เกิดเศษสั้นและสามารถควบคุมเศษได้ดีในสภาพการทำงานส่วนใหญ่ แรงตัดจำเพาะ: 790 – 1350 นิวตัน/มม.
- การตัดเฉือนด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะกับเหล็กหล่อที่มีทรายปน จะทำให้เกิดการสึกหรอจากการเสียดสี
- การตัดเฉือน NCI, CGI และ ADI จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ครบกำหนดมีคุณสมบัติทางกลที่แตกต่างจาก GCI ปกติและมีแกรไฟต์อยู่ในเมทริกซ์
- การตัดเฉือนเหล็กหล่อมักจะทำโดยใช้เม็ดมีดมุมลบ เนื่องจากมีคมตัดแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
- วัสดุคาร์ไบด์ทำเม็ดมีดจะต้องมีความแข็งและชั้นเคลือบผิวควรเป็นแบบอะลูมิเนียมออกไซด์หนา เพื่อให้ทนต่อการสึกหรอจากการเสียดสีได้ดี
- การตัดเฉือนเหล็กหล่อมักจะทำในแบบแห้ง แต่สามารถทำการตัดเฉือนแบบเปียกได้เช่นกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันฝุ่นจากคาร์บอนและเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีเกรดเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการใช้งานร่วมกับระบบจ่ายน้ำหล่อเย็นด้วยเช่นกัน
ผลจากความแข็ง
- ผลกระทบต่อความสามารถในการขึ้นรูปเนื่องจากความแข็งของเหล็กหล่อนั้นมีข้อพิจารณาเหมือนกับวัสดุชนิดอื่นๆ
- ตัวอย่างเช่น เหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI) และเหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI) รวมถึง เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม (NCI) มีความแข็งสูงสุดที่ 300-400 HB
- HB MCI และ GCI มีความแข็งเฉลี่ย 200-250 HB
- เหล็กหล่อขาวอาจมีความแข็งได้มากกว่า 500 HB เมื่อมีการลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคาร์บอนจะทำปฏิกิริยากับเหล็ก ทำให้เกิดเป็นคาร์ไบด์ Fe3C (ซีเมนไทต์) แทนที่จะเป็นคาร์บอนอิสระ เหล็กหล่อขาวมีคุณสมบัติการเสียดสีสูงมากและเป็นวัสดุที่ตัดเฉือนได้ยาก
รหัส MC สำหรับเหล็กหล่อ
ถ้าพิจารณาในแง่ของความสามารถในการขึ้นรูป เหล็กหล่อจะแบ่งออกเป็นเหล็กหล่ออบเหนียว เหล็กหล่อเทา เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI) และเหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI) เหล็กหล่อที่มีความแข็งสูง ได้แก่ เหล็กหล่อแกรไฟต์กลมและ ADI
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การรักษาความร้อน | นพ | แรงเฉพาะ kc1 (N / mm2) | ม.ค. | ||||
| K1.1.C.NS | 1 | อ่อนได้ | 1 | แรงดึงต่ํา | C | ขว้าง | NS | ไม่ระบุ | 200 เอชบี | 780 | 0.28 |
| K1.2.C.NS | 1 | 2 | แรงดึงสูง | C | NS | 260 เอชบี | 1020 | 0.28 | |||
| เค 2.1.ซี.ยูที | 2 | เทา | 1 | แรงดึงต่ํา | C | ขว้าง | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 180 เอชบี | 900 | 0.28 |
| เค 2.2.ซี.ยูที | 2 | 2 | แรงดึงสูง | C | UT | 245 เอชบี | 1100 | 0.28 | |||
| เค 2.3.ซี.ยูที | 2 | 3 | ออสเทนนิติก | C | UT | 175 เอชบี | 1300 | 0.28 | |||
| เค 3.1.ซี.ยูที | 3 | เป็นก้อนกลม | 1 | เฟอริติก | C | ขว้าง | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 155 เอชบี | 870 | 0.28 |
| เค 3.2.ซี.ยูที | 3 | 2 | เฟอริติก/เพอร์ลิติก | C | UT | 215 เอชบี | 1200 | 0.28 | |||
| K3.3.ซี.ยูที | 3 | 3 | เพอร์ลิติก | C | UT | 265 เอชบี | 1440 | 0.28 | |||
| เค 3.4.ซี.ยูที | 3 | 4 | มาร์เทนซิติก | C | UT | 330 เอชบี | 1650 | 0.28 | |||
| เค 3.5.ซี.ยูที | 3 | 5 | ออสเทนนิติก | C | UT | 190 เอชบี | | | |||
| K4.1.C.ยูที | 4 | ซีจีไอ | 1 | แรงดึงต่ํา (เพอร์ไลต์ <90%) | C | ขว้าง | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 160 เอชบี | 680 | 0.43 |
| K4.2.C.ยูที | 4 | 2 | แรงดึงสูง (เพอร์ไลต์ >=90%) | C | UT | 230 เอชบี | 750 | 0.41 | |||
| เค 5.1.ซี.เอ็นเอส | 5 | อาดีไอ | 1 | แรงดึงต่ํา | C | ขว้าง | NS | ไม่ระบุ | 300 เอชบี | | |
| เค 5.2.ซี.เอ็นเอส | 5 | 2 | แรงดึงสูง | C | NS | 400 เอชบี | | | |||
| เค 5.3.ซี.เอ็นเอส | 5 | 3 | แรงดึงสูงเป็นพิเศษ | C | NS | 460 เอชบี | | | |||

การอบชุบแบบออสเทมเปอร์จะเปลี่ยนเหล็กหล่อเหนียว (NCI) ให้กลายเป็นเหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI)
เหล็กหล่ออบเหนียว (MCI) K 1.1-1.2 และเหล็กหล่อเทา (GCI) K 2.1-2.3
ความหมาย
เหล็กหล่ออบเหนียวผลิตจากเมทริกซ์ที่ใกล้เคียงกับเมทริกซ์เหล็กขาว จากนั้น นำไปอบชุบสองขั้นตอนให้ได้โครงสร้างเฟอร์ไรต์ + เพอร์ไลต์ + คาร์บอนอบเทมเปอร์ ทำให้ได้เกรนแกรไฟต์ไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างลาเมลล่าที่แตกหราวได้ง่ายของเหล็กหล่อเทา ซึ่งหมายความว่า วัสดุอบเหนียวทนต่อการแตกหราวได้ดีกว่า และมีค่าความเค้นประลัย (Rupture Strength) และความต้านทานการยืดตัวสูงกว่า
เหล็กหล่อเทามีแกรไฟต์เป็นลักษณะแผ่น โดยมีลักษณะเฉพาะตัวคือ: ความต้านทานการกระแทกต่ำ (เปราะ) คุณสมบัตินำความร้อนดี (เกิดความร้อนน้อยกว่าถ้าใช้ทำเป็นเครื่องยนต์และเกิดความร้อนต่ำขณะตัดเฉือน) การดูดซับการสั่นสะเทือนดี (ดูดซับการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์)

ชิ้นงานทั่วไป
ชิ้นงานที่ผลิตจาก MCI ได้แก่: แบริ่งเพลา ล้อสายพาน ข้อต่อท่อ และเฟืองความแข็งแรงสูง ชิ้นงานที่ผลิตจาก GCI ได้แก่: กระทะทอด เสื้อสูบ กระบอกสูบของคอมเพรสเซอร์ เฟือง และเสื้อเกียร์
ความสามารถในการขึ้นรูป
เหล็กหล่ออบเหนียวมีความต้านทานแรงดึงสูงกว่า GCI และมีความสามารถในการขึ้นรูปใกล้เคียงกับ NCI แต่โดยทั่วไปแล้ว วัสดุทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติการตัดเฉือนที่ดีเยี่ยม โดยทั่วไปแล้ว เหล็กหล่อที่มีโครงสร้างแบบเพอร์ลิติกจะทำให้เกิดการสึกหรอจากการเสียดสีมากกว่า ในขณะที่โครงสร้างแบบเฟอร์ริติกจะมีการสึกหรอจากการเชื่อมติดมากกว่า
เหล็กหล่อเทามีความต้านทานแรงกระแทกต่ำ เกิดแรงตัดต่ำ และมีความสามารถในการขึ้นรูปที่ดีมาก การสึกหรอในระหว่างการตัดเฉือนจะเกิดจากการเสียดสีเท่านั้น และไม่มีการสึกหรอทางเคมี เหล็กหล่อเทามักจะถูกนำไปอัลลอยกับ Cr เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกล ซึ่งความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นจะส่งผลให้ความสามารถในการขึ้นรูปลดลง
เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม (NCI) K 3.1-3.5
ความหมาย
เหล็กหล่อแกรไฟต์กลมมีแกรไฟต์เป็นรูปทรงกลม และมีลักษณะเฉพาะตัวคือ สามารถต้านทานการโก่งตัวได้ดี (ค่ามอดูลัสของยังก์) ทนต่อแรงกระแทกได้ดี = วัสดุมีความเหนียวไม่เปราะ ความต้านทานแรงดึงดี การดูดซับการสั่นสะเทือนไม่ดี โดยไม่สามารถดูดซับการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ได้ และคุณสมบัติการนำความร้อนไม่ดี ทำให้เกิดความร้อนสูงในระหว่างการตัดเฉือน แกรไฟต์ใน NCI จะมีลักษณะเป็นปุ่ม ส่งผลให้มีความต้านทานแรงดึงและความเหนียวสูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ GCI

ชนิดงานทั่วไป
ด้าม ท่อ ลิกล้อ ท่อรวมไอเสีย เพลาข้อเหวี่ยง ตัวเรือนเฟืองท้าย ฝาประกบแบริ่ง ท่อรวมไอเสีย แท่นเครื่องยนต์ ตัวเรือนเทอร์โบชาร์จเจอร์ แผ่นกดคลัทช์ และฟลายวีล
ตัวเรือนเทอร์โบชาร์จเจอร์และท่อรวมไอเสียมักจะผลิตจากเหล็กหล่ออัลลอยด้วย SiMo ซึ่งทนความร้อนได้ดีกว่า
ความสามารถในการขึ้นรูป
การตัดเฉือนเหล็กหล่อแกรไฟต์กลุ่มมีโอกาสสูงที่จะเกิดการพอกติดของเศษวัสดุที่คมตัด ปัญหานี้จะมีโอกาสเกิดมากขึ้นกับวัสดุ NCI เนื้ออ่อนที่มีปริมาณเฟอร์ไรต์สูง การตัดเฉือนชิ้นงานที่มีปริมาณเฟอร์ไรต์สูงและมีการตัดกระแทกมักจะทำให้เกิดการสึกหรอจากการเชื่อมติดเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาชิ้นเคลือบผิวแตกล่อน
การสึกหรอจากการเชื่อมติดจะเกิดขึ้นน้อยกว่าสำหรับวัสดุ NCI เนื้อแข็งที่มีปริมาณเพอร์ลิตสูง โดยจะมีโอกาสเกิดการสึกหรอจากการเสียดสีและ/หรือการเสียรูปถาวรมากกว่า
เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์ (CGI) K 4.1-4.2
ความหมาย
CGI เป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านของความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยที่ยังคงความสามารถในการขึ้นรูปเอาไว้ได้ในระดับที่ใช้ได้ คุณสมบัติทางความร้อนและการดูดซับการสั่นสะเทือนของ CGI จะอยู่ตรงกลางระหว่าง NCI และ GCI ในขณะที่ความต้านทานการล้าของโลหะนั้นสูงเป็นสองเท่าของเหล็กหล่อเทา อนุภาคแกรไฟต์ใน CGI จะมีลักษณะยาวและมีทิศทางไม่แน่นอนเช่นเดียวกับเหล็กหล่อเทา แต่จะสั้นกว่า หนากว่า และมีขอบมน สัณฐานวิทยาที่เป็นลักษณะแตกแขนงของ CGI รวมถึง ขอบมนและพื้นผิวไม่เรียบของอนุภาคแกรไฟต์ ทำให้มีแรงยึดเกาะสูงระหว่างแกรไฟต์กับเมทริกซ์เหล็ก ส่งผลให้คุณสมบัติทางกลของ CGI นั้นดีกว่าเหล็กหล่อเทามาก CGI ที่มีปริมาณเพอร์ลิตต่ำกว่า 90% เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด
ชิ้นงานทั่วไป
CGI เหมาะสำหรับนำมาผลิตเป็นเครื่องยนต์ ซึ่งมักจะต้องการวัสดุที่เบาและแข็งแรง รวมทั้งสามารถดูดซับแรงได้มากกว่า น้ำหนักของเสื้อสูบเพียงชิ้นเดียวอาจลดลงได้มากถึงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเสื้อสูบที่ผลิตจาก GCI ตัวอย่างของชิ้นงานอื่นๆ ได้แก่ ฝาสูบและจานเบรก
ความสามารถในการขึ้นรูป
ถ้าพิจารณาจากในแง่ของความสามารถในการขึ้นรูป เหล็กหล่อคอมแพกแกรไฟต์จะมีคุณสมบัติอยู่ระหว่างเหล็กหล่อเทากับเหล็กหล่อแกรไฟต์กลม โดยมีความต้านทานแรงดึงประมาณสองถึงสามเท่าของเหล็กหล่อเทาและมีคุณสมบัติการนำความร้อนต่ำกว่า การตัดเฉือน CGI จะทำให้เกิดแรงตัดสูงและความร้อนสูงที่บริเวณการตัด การเพิ่มปริมาณของไทเทเนียมให้กับวัสดุ CGI จะส่งผลทางลบต่ออายุการใช้งานของเครื่องมือ
รูปแบบการตัดเฉือนที่มักจะใช้ ได้แก่ การกัดปาดหน้าและการคว้านสูบ แต่ถ้าหากเปลี่ยนจากการคว้านสูบไปใช้วิธีการกัดวงกลมแทน จะช่วยให้ทั้งอายุการใช้งานเครื่องมือและประสิทธิภาพสูงขึ้นได้
เหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI) K 5.1- 5.3
ความหมาย
เหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์จัดอยู่ในกลุ่มเหล็กหล่ออบชุบ การอบชุบแบบออสเทมเปอร์จะเปลี่ยนเหล็กหล่อเหนียวให้กลายเป็นเหล็กหล่อเหนียวออสเทมเปอร์ (ADI) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว ได้แก่ ความแข็งแรง ความเหนียว และความต้านทานการล้าที่ดีเยี่ยม ADI มีความแข็งแรงต่อน้ำหนักมากกว่าอะลูมิเนียมและมีความต้านทานการสึกหรอระดับเดียวกับเหล็กกล้า ความต้านทานแรงดึงและความต้านทานแรงดึงที่จุดครากนั้นสูงเป็นสองเท่าของเหล็กหล่อเหนียวปกติ อีกทั้งยังมีความต้านทานการล้าสูงกว่าเดิม 50% และยังสามารถเพิ่มให้สูงขึ้นได้อีก โดยใช้วิธีการขัดผิวด้วยการยิงอนุภาคหรือการรัดลบมุมโค้ง

ชนิดงานทั่วไป
เหล็กหล่อ ADI กำลังถูกนำมาใช้แทนเหล็กกล้าฟอร์จและเหล็กกล้าหล่อ การผลิตด้วยการเชื่อมชิ้นงาน เหล็กกล้าคาร์บอนไร้สนิม และอะลูมิเนียมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าวัสดุข้างต้น ADI ถูกนำมาใช้งานเป็นหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับผลิตเป็นชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนและชุดเกียร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ และก่อสร้างด้วยเช่นกัน
ความสามารถในการขึ้นรูป
การตัดเฉือน ADI จะทำให้เครื่องมือมีอายุการใช้งานลดลง 40-50% เมื่อเปรียบเทียบกับ NCI ความต้านทานแรงดึงและความยืดเหนียวของ ADI นั้นใกล้เคียงกับเหล็กกล้า แต่รูปร่างของเศษที่ได้นั้นทำให้สามารถจัด ADI ให้อยู่ในประเภทเดียวกับเหล็กหล่อเหนียวได้ (เศษเป็นท่อนๆ) ความแข็งระดับจุลภาคของ ADI นั้นจะสูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กกล้าที่มีความแข็งระดับเดียวกัน ADI เกรดสูงจะมีอนุภาคแข็งอยู่ภายในโครงสร้างจุลภาค การตัดเฉือนวัสดุ ADI มีภาระทางความร้อนและทางกลระดับสูง เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงและความยืดเหนียวสูง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอสะสมที่บริเวณคมตัด เนื่องจากเศษที่มีลักษณะเป็นท่อนๆ รวมถึงการสึกหรอที่ผิวคายด้านบน ผิวงานยังมีการแข็งตัวในระหว่างที่เกิดเศษขึ้น ส่งผลให้แรงตัดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อุณหภูมิที่คมตัดถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดลักษณะของการสึกหรอ
ISO N วัสดุไร้แร่เหล็ก

วัสดุไร้แร่เหล็กกลุ่ม ISO N คืออะไร
- วัสดุในกลุ่มนี้ประกอบด้วยโลหะเนื้ออ่อนที่ไม่มีแร่เหล็ก ซึ่งมีความแข็งไม่เกิน 130 HB ยกเว้นบรอนซ์ความแข็งแรงสูง (>225HB)
- อะลูมิเนียมอัลลอย (Al) ที่มีปริมาณซิลิคอน (Si) ต่ำกว่า 12-13% เป็นวัสดุที่ถือเป็นส่วนใหญ่ของวัสดุกลุ่มนี้
- MMC: วัสดุคอมโพสิตเนื้อโลหะ (Metal Matrix Composite): Al + SiC (20-30%)
- อัลลอยที่มีแมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก
- ทองแดง: ทองแดงอิเล็กโทรไลติกที่มี Cu 99.95%
- บรอนซ์: ทองแดงที่มีดีบุก (Sn) (10-14%) และ/หรืออะลูมิเนียม (3-10%)
- ทองเหลือง: ทองแดง (60-85%) ที่มีสังกะสี (Zn) (40-15%)
ความสามารถในการขึ้นรูปของอะลูมิเนียม
- เป็นวัสดุที่เกิดเศษยาว
- มักจะควบคุมเศษได้ง่าย ถ้าเป็นอัลลอย
- อะลูมิเนียมบริสุทธิ์จะมีความเหนียวและจำเป็นต้องใช้คมตัดที่มีความคมและ vc สูง
- แรงตัดจำเพาะ: 350–700 นิวตัน/มม.
- แรงตัดและกำลังที่ใช้ในการตัดเฉือนต่ำ
- ตัดเฉือนได้โดยใช้เกรดคาร์ไบด์เกรนละเอียดแบบไม่เคลือบผิว ถ้าปริมาณ Si ต่ำกว่า 7-8% และตัดเฉือนได้โดยใช้เกรดปลายตัด PCD สำหรับอะลูมิเนียมที่มีปริมาณ Si สูงกว่านั้น
- อะลูมิเนียมโอเวอร์ยูเทคติกที่มีปริมาณ Si สูง >12% จะมีคุณสมบัติการเสียดสีสูงมาก
ชนิดงานทั่วไป
เสื้อสูบ ฝาสูบ เสื้อเกียร์ ท่อเคสซิ่ง ชิ้นส่วนโครงเครื่องบิน
รหัส MC สำหรับกลุ่มวัสดุ ISO N
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การรักษาความร้อน | นพ | แรงตัดเฉพาะ, kc1 (N/มม.2) | มค | ||||
| N1.1.Z.ยูที | 1 | อลูมิเนียมอัลลอยด์ | 1 | บริสุทธิ์ในเชิงพาณิชย์ | Z | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 30 เอชบี | 350 | 0.25 |
| N1.2.Z.ยูที | 1 | 2 | โลหะผสม AlSi, Si<=1% | Z | UT | 60 เอชบี | 400 | 0.25 | |||
| N1.2.Z.AG | 1 | 2 | Z | AG | แก่ | 100 เอชบี | 650 | 0.25 | |||
| N1.2.เอสยูที | 1 | 2 | S | เผา | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 75 เอชบี | 410 | 0.25 | ||
| N1.2.C.NS | 1 | 2 | C | หล่อ | NS | ไม่ระบุ | 80 เอชบี | 410 | 0.25 | ||
| N1.3.C.ยูที | 1 | 3 | โลหะผสมหล่อ AlSi, Si<=1% และ <13% | C | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 75 เอชบี | 600 | 0.25 | ||
| N1.3.C.AG | 1 | 3 | C | AG | แก่ | 90 เอชบี | 700 | 0.25 | |||
| N1.4.C.NS | 1 | 4 | โลหะผสมหล่อ AlSi, Si>=13% | C | NS | ไม่ระบุ | 130 เอชบี | 700 | 0.25 | ||
| N2.0.C.ยูที | 2 | โลหะผสมแมกนีเซียม | 0 | กลุ่มหลัก | C | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 70 เอชบี | ||
| N3.1.ยูยูที | 3 | โลหะผสมทองแดง | 1 | โลหะผสมทองแดงไร้สารตะกั่ว (รวมถึงทองแดงอิเล็กโทรไลต์) | U | ไม่ระบุ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 100 เอชบี | 1350 | 0.25 |
| N3.2.ซี.ยูที | 3 | 2 | ทองเหลืองและบรอนซ์ตะกั่ว (Pb<=1%) | C | หล่อ | UT | 90 เอชบี | 550 | 0.25 | ||
| N3.3.เอสยูที | 3 | 2 | S | เผา | UT | 35 เอชบี | |||||
| N3.3.ยูยูที | 3 | 3 | โลหะผสมทองแดงตัดฟรี (Pb>1%) | U | ไม่ระบุ | UT | 110 เอชบี | 550 | 0.25 | ||
| N3.4.ซี.ยูที | 3 | 4 | บรอนซ์ความแข็งแรงสูง (>225HB) | C | หล่อ | UT | 300 เอชบี | ||||
| N4.0.C.ยูที | 4 | โลหะผสมสังกะสี | 0 | กลุ่มหลัก | C | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 70 เอชบี | ||
ISO S วัสดุ HRSA และไทเทเนียม
- รหัส MC สำหรับกลุ่มวัสดุ ISO S
- วัสดุ HRSA – S 1.0-3.0
- ไทเทเนียม – S 4.1-4.4
วัสดุ HRSA และไทเทเนียมกลุ่ม ISO S คืออะไร

- กลุ่ม ISO S สามารถแบ่งออกได้เป็นซูเปอร์อัลลอยทนความร้อน (HRSA) และไทเทเนียม
- วัสดุ HRSA สามารถแบ่งย่อยได้เป็นสามกลุ่ม: อัลลอยที่มีนิกเกิล เหล็ก และโคบอลต์เป็นส่วนประกอบหลัก
- ลักษณะ: อบอ่อน อบละลาย บ่มแข็ง รีด ฟอร์จ หล่อ
- คุณสมบัติ: ปริมาณอัลลอยสูงขึ้น (Co จะสูงขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับ Ni) ส่งผลให้ทนต่อความร้อนได้ดีขึ้น ความต้านทานแรงดึงสูงขึ้น และความต้านทานสนิมสูงขึ้น
ความสามารถในการขึ้นรูปโดยทั่วไป


= เหล็กสเตนเลส

= อบชุบ (บ่มแข็ง)

= อบละลาย (อบอ่อน)
- คุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติการตัดเฉือนของวัสดุแต่ละชนิดในกลุ่มจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากทั้งลักษณะทางเคมีของอัลลอยและกระบวนการทางโลหะวิทยาที่ทำในระหว่างการผลิต
- การอบอ่อนและการบ่มแข็งมีผลอย่างชัดเจนต่อคุณสมบัติการตัดเฉือนที่จะทำในภายหลัง
- ควบคุมเศษได้ยาก (เศษเป็นท่อนๆ)
- แรงตัดจำเพาะ: 2400–3100 นิวตัน/มม. สำหรับ HRSA และ 1300–1400 นิวตัน/มม. สำหรับไทเทเนียม
- แรงตัดและกำลังที่ต้องการค่อนข้างสูง
การบ่มแข็ง
อัลลอยทนความร้อนสามารถนำไปผ่านกระบวนการ “อบชุบโดยการตกตะกอน” ได้ เพื่อให้ได้ความแข็งแรงสูงขึ้น
การอบชุบวัสดุที่อุณหภูมิสูง เช่น การบ่มแข็ง จะทำให้อณูอนุภาคอินเตอร์เมทัลลิกขนาดเล็กภายในวัสดุเกิดการตกตะกอนในอัลลอย อนุภาคนี้จะขัดขวางการเคลื่อนที่ของโครงสร้างผลึก ส่งผลให้วัสดุเสียรูปได้ยากขึ้น
รหัส MC สำหรับกลุ่มวัสดุ ISO S
ถ้าพิจารณาจากในแง่ของความสามารถในการขึ้นรูป เหล็กกล้า HRSA สามารถแบ่งออกได้เป็นวัสดุที่มีเหล็ก นิกเกิล และโคบอลต์เป็นส่วนประกอบหลัก ไทเทเนียมจะมีการแบ่งออกเป็นอัลลอยอัลฟาบริสุทธิ์ทางการค้าและอัลลอยใกล้เคียงอัลฟา อัลลอยอัลฟา/เบตา และอัลลอยเบตา
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การรักษาความร้อน | นพ | แรงตัดจําเพาะ kc1 (N/mm2) | มc | ||||
| S1.0.U.AN | 1 | โลหะผสมที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก | 1 | กลุ่มหลัก | U | ไม่ระบุ | AN | อบอ่อน | 200 เอชบี | 2400 | 0.25 |
| S1.0.U.AG | 1 | 2 | U | AG | แก่ | 280 เอชบี | 2500 | 0.25 | |||
| S2.0.Z.AN | 2 | โลหะผสมนิกเกิล | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 250 เอชบี | 2650 | 0.25 |
| S2.0.Z.AG | 2 | 0 | Z | AG | แก่ | 350 เอชบี | 2900 | 0.25 | |||
| S2.0.Z.UT | 2 | 0 | Z | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 275 เอชบี | 2750 | 0.25 | |||
| S2.0.C.NS | 2 | 0 | C | ขว้าง | NS | ไม่ระบุ | 320 เอชบี | 3000 | 0.25 | ||
| S3.0.Z.AN | 3 | โลหะผสมโคบอลต์ | 0 | กลุ่มหลัก | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | AN | อบอ่อน | 200 เอชบี | 2700 | 0.25 |
| S3.0.Z.AG | 3 | 0 | Z | AG | แก่ | 300 เอชบี | 3000 | 0.25 | |||
| S3.0.C.NS | 3 | 0 | C | ขว้าง | NS | ไม่ระบุ | 320 เอชบี | 3100 | 0.25 | ||
| S4.1.Z.UT | 4 | โลหะผสมไทเทเนียม | 1 | บริสุทธิ์ในเชิงพาณิชย์ (>99.5% Ti) | Z | ฟอร์จ/รีด/ดึงเย็น | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 200 เอชบี | 1300 | 0.23 |
| S4.2.Z.AN | 4 | 2 | อัลฟ่า- และใกล้อัลฟ่าอัลลอย | Z | AN | อบอ่อน | 320 เอชบี | 1400 | | ||
| S4.3.Z.AN | 4 | 3 | อัลฟ่า/เบต้าอัลลอย | Z | AN | 330 เอชบี | 1400 | ||||
| S4.3.Z.AG | 4 | 3 | Z | AG | แก่ | 375 เอชบี | 1400 | ||||
| S4.4.Z.AN | 4 | 4 | เบต้าอัลลอย | Z | AN | อบอ่อน | 330 เอชบี | 1400 | | ||
| S4.4.Z.AG | 4 | 4 | Z | AG | แก่ | 410 เอชบี | 1400 | | |||
| S5.0.U.NS | 3 | ทังสเตนตาม | 0 | กลุ่มหลัก | U | ไม่ระบุ | NS | ไม่ระบุ | 120 เอชบี | | |
| S6.0.U.NS | 3 | โมลิบดีนัมตาม | 0 | กลุ่มหลัก | U | ไม่ระบุ | NS | ไม่ระบุ | 200 เอชบี | ||
วัสดุ HRSA – S 1.0-3.0
ความหมาย
วัสดุที่มีคุณสมบัติทนต่อสนิมสูงและยังคงความแข็งและความแข็งแรงเอาไว้ได้ที่อุณหภูมิสูง วัสดุชนิดนี้สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงสุด 1000°C และมีการชุบแข็งโดยใช้กระบวนการบ่มแข็ง
- วัสดุที่มีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบหลักเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานมากที่สุด โดยมีการนำมาใช้มากกว่า 50% ของน้ำหนักรวมของเครื่องยนต์อากาศยาน วัสดุที่มีการอบชุบโดยการตกตะกอน ได้แก่: Inconel 718, 706 Waspalloy, Udimet 720 กลุ่มที่ผ่านการอบละลายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (ไม่สามารถอบชุบได้) ได้แก่: Inconel 625
- วัสดุที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบหลักมีการพัฒนามาจากเหล็กสเตนเลสออสเทนนิติกและมีคุณสมบัติความแข็งแรงขณะร้อนต่ำที่สุด: Inconel 909, Greek Ascolloy และ A286
- วัสดุที่มีโคบอลต์เป็นส่วนประกอบหลักจะมีคุณสมบัติที่อุณหภูมิสูงและความต้านทานสนิมดีที่สุด โดยมักจะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์เป็นหลัก: Haynes 25 (Co49Cr20W15Ni10), Stellite 21, 31
- องค์ประกอบอัลลอยหลักในวัสดุ HRSA
Ni: เพิ่มความเสถียรให้กับโครงสร้างโลหะและคุณสมบัติของวัสดุที่อุณหภูมิสูง
Co, Mo, W: เพิ่มความแข็งแรงที่อุณหภูมิสูง
Cr, Al, Si: เพิ่มความต้านทานการออกซิเดชันและการเป็นสนิมที่อุณหภูมิสูง
C: เพิ่มความต้านทานการคืบ

ชิ้นงานทั่วไป
ห้องเผาไหม้และเทอร์ไบน์ของเครื่องยนต์อากาศยานและเทอร์ไบน์ก๊าซผลิตไฟฟ้า งานด้านการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในทะเล ข้อต่อเทียมทางการแพทย์ งานที่ต้องการความต้านทานสนิมสูง
ความสามารถในการขึ้นรูป
ความสามารถในการขึ้นรูปของวัสดุ HRSA ชนิดต่างๆ จะเรียงตามระดับความยากในการตัดเฉือนได้ดังนี้: วัสดุที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก วัสดุที่มีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบหลัก และวัสดุที่มีโคบอลต์เป็นส่วนประกอบหลัก วัสดุทุกชนิดในกลุ่มนี้มีความแข็งแรงสูงที่อุณหภูมิสูงและมีเศษเป็นท่อนๆ ในระหว่างการตัดเฉือน ส่งผลให้เกิดแรงตัดสูงและไม่คงที่
คุณสมบัติการนำความร้อนได้ต่ำและความแข็งสูงส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขณะตัดเฉือน คุณสมบัติความแข็งแรงสูง การแข็งตัวขณะตัดเฉือน และการแข็งตัวจากการเชื่อมติดจะทำให้เกิดการสึกหรอแบบรอยบากที่ระยะกินลึกสูงสุด รวมถึง ส่งผลให้เกิดการเสียดสีสูงมากที่คมตัด
เครื่องมือเกรดคาร์ไบด์ควรมีคมตัดที่มีความเหนียวและการชุบเคลือบผิวที่ยึดเกาะกับตัวเม็ดมีดได้ดี เพื่อให้ทนต่อการเสียรูปถาวรได้ดี โดยทั่วไปแล้ว ควรใช้เม็ดมีดที่มีมุมเข้างานกว้าง (เม็ดมีดกลม) และเลือกหน้าลายเม็ดมีดมุมบวก เกรดเซรามิกสามารถใช้ได้กับงานกลึงและงานกัด ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน
ไทเทเนียม – S 4.1-4.4
ความหมาย
ไทเทเนียมอัลลอยสามารถแบ่งได้เป็นสี่ประเภท ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและองค์ประกอบอัลลอยที่มี
- ไทเทเนียมบริสุทธิ์ทางการค้าไม่ผ่านการอบชุบ
- อัลลอยอัลฟา – มีการเติม Al, O และ/หรือ N
- อัลลอยเบตา – มีการเติม Mb, Fe, V, Cr และ/หรือ Mn
- อัลลอยผสม α+β ซึ่งมีองค์ประกอบอัลลอยของทั้งสองประเภท
อัลลอยผสม α+β ชนิด Ti-6Al-4V เป็นไทเทเนียมอัลลอยที่มีการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน โดยถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยานเป็นหลัก รวมถึงงานทั่วไปต่างๆ ด้วยเช่นกัน ไทเทเนียมมีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูงและมีความต้านทานสนิมดีเยี่ยมที่ความหนาแน่น 60% ของเหล็กกล้า ดังนั้น จึงสามารถออกแบบผนังชิ้นงานให้บางลงได้

ชิ้นงานทั่วไป
ไทเทเนียมเป็นวัสดุที่สามารถนำมาใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งอาจกัดกร่อนวัสดุโครงสร้างชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่อย่างรุนแรงได้ เนื่องจากไทเทเนียมนั้นมีไทเทเนียมออกไซด์ TiO2 ซึ่งมีความต้านทานสูงที่ชั้นนอกของผิววัสดุ โดยมีความหนาประมาณ 0.01 มม. ในกรณีที่ชั้นออกไซด์นี้เสียหาย แต่มีออกซิเจนอยู่ในสภาพแวดล้อม ไทเทเนียมจะทำปฏิกิริยาจนเกิดเป็นออกไซด์ใหม่ได้ในทันที ไทเทเนียมจึงเหมาะสำหรับนำมาผลิตเป็นหม้อต้มน้ำอุตสาหกรรม อุปกรณ์กำจัดเกลือ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์เจ็ท ชุดลงจอด และชิ้นส่วนโครงสร้างในอุตสาหกรรมอากาศยาน
ความสามารถในการขึ้นรูป
ไทเทเนียมอัลลอยมีความสามารถในการขึ้นรูปต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับเหล็กกล้าทั่วไปและเหล็กสเตนเลส ส่งผลให้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือตัดที่มีคุณสมบัติพิเศษ ไทเทเนียมมีคุณสมบัติการนำความร้อนได้ต่ำและคงความแข็งแรงเอาไว้ได้ที่อุณหภูมิสูง ส่งผลให้เกิดแรงตัดสูงและความร้อนสูงที่คมตัด เศษของไทเทเนียมมีลักษณะบางจากการถูกเฉือนออก รวมทั้งมักจะทำให้เกิดการครูด ทำให้พื้นที่สัมผัสแคบที่ผิวคายเศษ ส่งผลให้แรงตัดสะสมอยู่ใกล้กับบริเวณคมตัด การใช้ความเร็วตัดสูงเกินไปจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างเศษกับวัสดุทำเครื่องมือตัด ส่งผลให้เม็ดมีดกะเทาะ/หักได้ในทันที วัสดุทำเครื่องมือตัดที่นำมาใช้จะต้องมีคุณสมบัติความแข็งขณะร้อนที่ดี มีปริมาณโคบอลต์ต่ำ และไม่ทำปฏิกิริยากับไทเทเนียม เกรดคาร์ไบด์เกรนละเอียดแบบไม่เคลือบผิวเป็นเกรดที่มักจะถูกนำมาใช้กับงานตัดเฉือนไทเทเนียม โดยควรเลือกหน้าลายมุมบวก/แบบเปิดและคมตัดที่มีความเหนียว
ISO H เหล็กกล้าชุบแข็ง
เหล็กกล้าชุบแข็งกลุ่ม ISO H คืออะไร

- วัสดุในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยเหล็กกล้าชุบแข็งและเหล็กกล้าอบเทมเปอร์ที่มีความแข็ง >45 – 68 HRC
- เหล็กกล้าที่มักจะพบได้บ่อย ได้แก่ เหล็กกล้าคาร์บูไรซ์ (~60 HRc) เหล็กกล้าที่ทำแบริ่งลูกปืนกลม (~60 HRc) และเหล็กกล้าเครื่องมือ (~68 HRc) เหล็กหล่อชนิดแข็ง ได้แก่ เหล็กหล่อขาว (~50 HRc) และ ADI/Kymenite (~40 HRc) นอกจากนี้ วัสดุในกลุ่มนี้ยังรวมถึง เหล็กกล้าสำหรับงานก่อสร้าง (40–45 HRc) เหล็กกล้า Mn และการเคลือบผิวแข็งประเภทอื่นๆ เช่น สเตลไลท์ เหล็กกล้า P/M และคาร์ไบด์
- โดยปกติแล้ว การกลึงชิ้นงานชุบแข็งจะมีความแข็งอยู่ในช่วง 55–68 HRC
ความสามารถในการขึ้นรูป
- ถ้าพิจารณาจากในแง่ของการตัดเฉือน เหล็กกล้าชุบแข็งเป็นกลุ่มวัสดุที่มีจำนวนชนิดน้อยที่สุด และงานตัดเฉือนที่มักจะพบได้บ่อยที่สุดคือการเก็บผิวละเอียด แรงตัดจำเพาะ: 2550–4870 นิวตัน/มม. การตัดเฉือนวัสดุกลุ่มนี้มักจะมีการควบคุมเศษที่ดีพอประมาณ และมีแรงตัดค่อนข้างสูงและต้องใช้กำลังเครื่องจักรค่อนข้างสูง
- วัสดุทำเครื่องมือตัดจำเป็นจะต้องมีความต้านทานการเสียรูปถาวรที่ดี (ความแข็งขณะร้อน) มีความเสถียรทางเคมี (ที่อุณหภูมิสูง) มีความแข็งแรงทางกล และมีความต้านทานการสึกหรอจากการเสียดสี วัสดุ CBN มีคุณสมบัติข้างต้นครบทั้งหมด จึงทำให้สามารถใช้วิธีการกลึงแทนการเจียได้
- เซรามิกผสมหรือเซรามิกเสริมใยวิสเกอร์เป็นวัสดุทำเครื่องมือตัดที่สามารถใช้ได้กับการกลึง ในกรณีที่ต้องการผิวชิ้นงานที่มีคุณภาพปานกลางและชิ้นงานมีความแข็งสูงเกินไปสำหรับเครื่องมือคาร์ไบด์
- คาร์ไบด์เป็นวัสดุทำเครื่องมือตัดที่นิยมใช้มากที่สุดสำหรับงานกัดและงานเจาะ โดยสามารถใช้ได้กับความแข็งสูงสุดประมาณ 60 HRc

ชิ้นงานทั่วไป
ชิ้นงานทั่วไป ได้แก่: เพลาส่งกำลัง เสื้อเกียร์ พินยึดบังคับเลี้ยว แม่พิมพ์ปั๊มขึ้นรูป
รหัส MC สำหรับเหล็กกล้าชุบแข็ง
| | |||||||||||
| รหัส MC | กลุ่มวัสดุ | กลุ่มย่อยของวัสดุ | กระบวนการผลิต | การรักษาความร้อน | นพ | แรงตัดเฉพาะ, kc1 (N/มม.2) | ม.ค. | ||||
| H1.1.Z.HA | 1 | เหล็กกล้า (แข็งพิเศษ) | 1 | ระดับความแข็ง 50 | Z | ปลอมแปลง / รีด / จมน้ําเย็น | ฮ่า | แข็ง (+อารมณ์) | 50 ชม. | 3090 | 0.25 |
| H1.2.Z.HA | 1 | 2 | ระดับความแข็ง 55 | Z | ฮ่า | 55 ชม. | 3690 | 0.25 | |||
| H1.3.Z.HA | 1 | 3 | ระดับความแข็ง 60 | Z | ฮ่า | 60 ชม. | 4330 | 0.25 | |||
| H1.4.Z.HA | 1 | 4 | ระดับความแข็ง 63 | Z | ฮ่า | 63 ชม. | 4750 | 0.25 | |||
| H2.0.C.ยูที | 2 | เหล็กหล่อแช่เย็น | 0 | กลุ่มหลัก | C | หล่อ | UT | ไม่ได้รับการรักษา | 55 ชม. | 3450 | 0.28 |
| H3.0.C.ยูที | 3 | สเตลไลต์ | 0 | กลุ่มหลัก | C | หล่อ | UT | ไม่ระบุ | 40 ชม. | | |
| H4.0.S.อัน | 4 | เฟอร์โร-TiC | 0 | กลุ่มหลัก | S | เอส อินเตอร์ | อัน | อบอ่อน | 67 ชม. | | |
ศูนย์ Sandvik Coromant
ศูนย์ Sandvik Coromant เน้นแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านการตัดเฉือนและฝึกอบรมลูกค้า. chevron_right
Sandvik Coromant Academy
เนื้อหานี้อธิบายโปรแกรมการฝึกอบรมด้านการตัดเฉือนโลหะของ Sandvik Coromant Academy ที่มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมโลหะ chevron_right
การสั่งซื้อเครื่องมือ
คำแนะนำในการสั่งซื้อเครื่องมือบนเว็บไซต์ Sandvik Coromant. chevron_right
ซื้อสินค้าออนไลน์อย่างง่าย
ซื้อออนไลน์สะดวกทุกเวลา คำแนะนำและความช่วยเหลือพร้อมสรรพ. chevron_right






