-ไทย -TH การตั้งค่า

การตั้งค่า

Please select your country!

{{group.Text}}

{{"ifind_go-back" | translate}}

{{group.Text}}

โรงงานแห่งอนาคต

เทคโนโลยี 2019-05-23 สเตฟาน เอสแทสซี

โรงงานผลิตเครื่องมือของ Sandvik Coromant ในเมืองยิมู ประเทศสวีเดน ได้รับการรับรองโดยสภาเศรษฐกิจโลกในฐานะโรงงานอุตสาหกรรม 4.0 ระดับสูง

โรงงานผลิตเครื่องมือของ Sandvik Coromant ในเมืองยิมู ทางเหนือของกรุงสตอกโฮล์ม เป็นโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์จากระบบการผลิตที่มีการเชื่อมต่อผ่านทางระบบดิจิตอลได้อย่างเต็มที่ โรงงานแห่งนี้ได้รับการรับรองโดยสภาเศรษฐกิจโลก ซึ่งประกาศให้โรงงานในเมืองยิมูเป็นหนึ่งในโรงงาน "ประภาคาร" ของโลก ซึ่งโรงงานประภาคารแต่ละแห่งจะได้รับการคัดเลือกจากการสำรวจหน่วยการผลิตมากกว่า 1,000 หน่วย โดยพิจารณาจากความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

จากรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก โรงงานในเมืองยิมูแห่งนี้มีการเชื่อมโยงกระบวนการผลิตในแบบดิจิตอล ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมาก ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ‘ระบบเปลี่ยนสายการผลิตแบบไร้สัมผัส’ ซึ่งช่วยให้สามารถเปลี่ยนแม่แบบในการผลิตชิ้นงานเป็นแบบใหม่ได้โดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นช่วงที่ไม่มีคนควบคุมการผลิตอยู่ก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เด่นชัดเช่นนี้ ส่งผลให้โรงงานเมืองยิมูกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโรงงานประภาคารทั่วโลก พร้อมทั้งมีการเปิดรับและแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ ร่วมกับธุรกิจการผลิตแห่งอื่นๆ

​ลาร์ส แมทเทียสสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องมือเทคโนโลยีการผลิตของ Sandvik Coromant กล่าวว่า โรงงานเมืองยิมูมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการที่ผู้คนตระหนักถึงความพยายามอย่างยาวนานมาโดยตลอดในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ "เส้นทางสู่การเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิตอลของโรงงานในเมืองยิมูแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน โดยการนำระบบ CAD/CAM แบบพาราเมตริกมาใช้ และหลังจากนั้นไม่กี่ปี เราก็ได้เชื่อมต่อระบบดังกล่าวเข้ากับระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของเรา ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงทางดิจิตอลเป็นครั้งแรกในสายการผลิตของเรา ซึ่งทำให้เราอยากจะเรียกกระบวนการทั้งหมดว่าเป็นการวิวัฒนาการ มากกว่าที่จะเป็นการพลิกโฉม

"ปัจจุบันเราเห็นการเชื่อมโยงทางดิจิตอลตลอดทั้งโรงงาน ตั้งแต่การจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของเรามาจากความมุ่งมั่นจากระดับบนสู่ระดับล่างมาโดยตลอด ผู้อำนวยการและผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ของโรงงานเมืองยิมูต่างส่งเสริมทีมวิศวกรให้คิดนอกกรอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการก็คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของโรงงานแห่งนี้ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ในที่สุด"

​ระบบเปลี่ยนสายการผลิตแบบไร้สัมผัสถือเป็นตัวอย่างที่ดี โดยในอดีต การเปลี่ยนแม่แบบที่ใช้กับสถานีผลิตนั้นจะต้องทำโดยใช้แรงงานคน ซึ่งผู้ควบคุมเครื่องจักรของกะกลางวันจะต้องเตรียมเครื่องจักรให้พร้อมสำหรับการทำงานในกะกลางคืน ขั้นตอนนี้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร รวมทั้งยังไม่ยืดหยุ่นสำหรับกะการทำงานที่ไม่มีคนควบคุม แนวทางที่เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหานี้คือ การลงทุนกับระบบอัตโนมัติอัจฉริยะที่ใช้หุ่นยนต์ เครื่องจักร และระบบจับยึดที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งสามารถทำการเปลี่ยนสายการผลิตแบบไร้สัมผัสที่มีความซับซ้อนได้โดยไม่ต้องใช้คนคอยควบคุม

"ถ้าพูดถึงเทคนิคการผลิตแบบลีน คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง เช่น การเปลี่ยนแม่พิมพ์ในหนึ่งนาที แต่เราอยากจะไปให้ไกลกว่านั้น เราอยากจะสร้างระบบที่ไม่ต้องใช้แรงงานคนเลยแม้แต่นิดเดียว" ลาร์สกล่าว

"เราใช้เวลาเรียนรู้ค่อนข้างนาน สถานีผลิตอัตโนมัติสถานีแรกทำงานไม่ได้อย่างที่เราหวังไว้ ที่จริงแล้ว ยังประสิทธิภาพน้อยกว่าเครื่องจักรหนึ่งเครื่องกับผู้ควบคุมหนึ่งคนด้วยซ้ำ แต่ว่านี่แหละ คือหัวใจของการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิตอล คุณจะต้องสามารถล้ม แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ เราค่อยๆ ปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และสถานีผลิตที่ใช้หุ่นยนต์ของเราก็เริ่มที่จะมีประสิทธิภาพในระดับที่เราต้องการ การลองผิดลองถูกถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาให้ดีขึ้น"

​เทคโนโลยีดิจิตอลได้ถูกนำมาใช้ปรับปรุงในด้านอื่นๆ ของโรงงานในเมืองยิมูด้วยเช่นกัน เช่น ในส่วนของการบำรุงรักษา โดยโรงงานมีการติดตั้งเซ็นเซอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในโรงงาน โดยเซ็นเซอร์เหล่านี้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ความดัน อุณหภูมิ การสั่นสะท้าน และระดับเสียง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ร่วมกับระบบวิเคราะห์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งจะช่วยให้โรงงานมองเห็นรูปแบบและปัญหาต่างๆ ได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาเวลาสูญเปล่า

ปัจจุบัน วิศวกรทำการเก็บข้อมูลจากส่วนต่างๆ ของโรงงานผลิต ตั้งแต่หุ่นยนต์ เครื่องจักร CNC และแม้แต่จากตัวเครื่องมือตัดเอง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บรวบรวมและนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของสุขภาพของอุปกรณ์ต่างๆ จากนั้น จึงนำไปใช้พยากรณ์และป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Sandvik Coromant ยังได้นำระบบวิเคราะห์ตามเวลาจริง (Real-Time) มาใช้กับสภาพแวดล้อมการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งทำให้สามารถปรับการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วมากขึ้นก่อนที่จะเกิดปัญหา "แผนการต่อไปหลังจากนี้ คือการนำเทคนิคที่มีความซับซ้อนสูงมาใช้ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และระบบการเรียนรู้ของเครื่องจักร โดยเครื่องจักรจะสามารถเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต และสามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับเรา"

ถึงแม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคนิคอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งยังได้รับการคัดเลือกเป็นโรงงานประภาคารจากสภาเศรษฐกิจโลก แต่เส้นทางในการก้าวเข้าสู่ระบบดิจิตอลเต็มรูปแบบของโรงงานในเมืองยิมูแห่งนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

 

We use cookies to enhance the experience on our website. More about cookies.